บทที่ 9 ปวดศีรษะ ภัยที่ไม่เงียบ

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558

วันนี้แอดมินไปเรียนตามปกติ รู้สึกไม่สดชื่นเพราะนอนดึก อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น และเรียนภาษาอังกฤษต่ออีก 1 ชั่วโมง ทำให้สมองล้า .. และตาเริ่มพร่ามัว...



 ... เป็นแบบนี้มาตลอดทั้งอาทิตย์ ...และอีกอย่าง 2-3 วัน มานี้ก็มีเรื่องหยุมหยิมมารบกวนทำให้ไม่สบายใจด้วย   ... พอหลังเลิกเรียน ระหว่างนั่งรถกลับบ้านประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ .. ก็เริ่มสึกปวดศรีษะมาก อาการคือ ... ปวดตึงเหมือนมีอะไรมารัดที่ศรีษะ ร้าวถึงกระบอกตา...รู้สึกเหม็นควันรถ...หายใจไม่ทั่วท้อง .. คลื่นไส้ .. อยากจะอาเจียน ..


อาการปวดหัวร้าวถึงกระบอกตาข้างเดียวนี้ .. แอดมินเคยเป็นมา.. มากกว่า 3 ครั้ง .. ระยะเวลาที่เป็นไม่ถี่มากนัก..แต่หากวันไหนเป็น ... อาการก็จะหนักสุดๆ .. ถึงขั้นเกรงว่า ... "เส้นเลือดในสมองจะแตก" ไม๊ หรือ ตาจะถลนออกมานอกเบ้าไม๊ .. แอบวิตกเงียบๆ เพียงลำพังค่ะ ...



ด้วยความสงสัย.. และกังวลว่า ..จะเป็นปัญหาทางสุขภาพที่ร้ายแรง หรือเปล่า.. จึงเข้าไปค้นคว้า หาข้อมูลทางการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ให้กับตนเอง .. พร้อมกันนี้ ด้วยความห่วงใยเพื่อนๆ Lifegear Inversion Table จึงได้นำข้อมูลที่หาได้ มาลงไว้ในบล๊อก เผื่อจะมีประโยชน์กับใครหลายๆ คนค่ะ



ข้อมูล "อาการปวดหัว" จาก โรงพยาบาลนนทเวช มีดังต่อไปนี้ค่ะ ... ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้มีสาเหตุที่ร้ายแรงและอาจบรรเทาไปเองได้ เมื่อปวดศีรษะคงไม่แปลกที่หลายคนจะกังวลกลัวจะเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงไว้ก่อน แต่ทางที่ดีควรใจเย็นๆ และสังเกตอาการ หาความสัมพันธ์ว่าปวดศีรษะนั้นๆมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ปวดซ้ำๆเช่น อาการปวดศีรษะเป็นบริเวณไหน ปวดอย่างไร มักเป็นเวลาไหนอะไรทำให้อาการดีขึ้นอะไรทำให้อาการแย่ลงและมีอาการใดนำหรือตามหลัง


     โดยปกติเมื่อแพทย์จะอาศัยการซักถามประวัติการตรวจร่างกายทางระบบประสาทและการตรวจอื่นที่จำเป็นเพื่อแยกโรคต่างๆ ที่ไม่ใช่โรคทางสมองออกไปก่อน เช่น

ไข้ (เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นหลอดเลือด ขยายตัวจะทำให้ปวดศีรษะได้ง่าย)

การมีความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ

การเปลี่ยนแปลงของสายตาหรือโรคตา เมื่อต้องเพ่งสายตาทำให้เกิดการปวดศีรษะลามจากรอบกระบอกตาได้



การอักเสบของโพรงจมูก ไซนัสมักปวดบริเวณไซนัสนั้นๆ

การปวดบริเวณใบหน้า มักเป็นการปวดแปล๊บวิ่งร้าว

การเจ็บของกล้ามเนื้อข้อต่อขากรรไกร มักสัมพันธ์กับการอักเสบข้อต่อกราม

การอักเสบกล้ามเนื้อต้นคอ หรือปัญหาจากกระดูกต้นคอเสื่อมเป็นต้น



     อาการปวดศีรษะที่สำคัญและพบบ่อยมาจากโรคต่อไปนี้

1.ปวดศีรษะจากความเครียดและกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension headache)

เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะ ผู้ป่วยจะรู้สึกมึนศีรษะเหมือนสมองถูกบีบรัดอาการปวดอาจร้าวลงท้ายทอยหรือร้าวลงบ่าไหล่ บางคนอาจมีอาการปวดเป็นจุดวงกว้างบนศีรษะและอาจพบอาการปวดบริเวณเบ้าตาร่วมได้อาจทำให้มีอาการคลื่่นไส้บางครั้ง การเดินหรือวิ่งอาจทำให้รู้สึกปวดเพิ่มได้ ส่วนมากอาการมักเกิดช่วงบ่ายหลังการทำงานล้ามาทั้งวัน



- สาเหตุของโรคส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้คือ การพักผ่อนไม่พอเพียงการมีความเคร่งเครียดบางรายพบอาการหลังดื่มแอลกอฮอล์
- การรักษา พักผ่อนให้เพียงพอและเป็นเวลาและหลับสนิทเพราะจะเป็นการคลายกล้ามเนื้อที่ดีที่สุด การหลีกเลี่ยงการทำงานเมื่อยล้าต่อเนื่องเป็นเวลานานหากอาการไม่ทุเลาควรพบแพทย์เพื่อให้ยาที่คลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อยาบรรเทาอาการปวด
2.ปวดศีรษะจากหลอดเลือด (Vascular headache) แบ่งย่อยได้เป็น



   2.1 ไมเกรน เป็นโรคที่พบในคนอายุน้อยถึงวัยกลางคนมักพบในเพศหญิงมากกว่าชาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดศีรษะบีบๆบริเวณขมับข้างใดข้างหนึ่ง (บางรายปวดขมับทั้งสองข้างพร้อมๆกันได้) อาการปวดมักร้าวไปกระบอกตาและมีอาการคลื่นใส้อาเจียนร่วมด้วย อาจมีอาการนำก่อนเกิดอาการปวดศีรษะ เช่น เห็นแสงระยิบระยับ เห็นเส้นซิกแซกพาดเป็นแนว อาการปวดศีรษะของไมเกรนนี้เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดที่อยู่ชิดกับเยื่อหุ้มสมองหลังจากได้รับการกระตุ้นจากการไม่สบายของร่างกายและจิตใจ



- สิ่งกระตุ้นให้เกิดไมเกรน ได้แก่ การนอนพักผ่อนไม่สมดุลย์พอเพียง ความวิตกกังวล ร้อน ความตื่นเต้นตกใจ แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นไม่ชอบ เช่น กลิ่นบุหรี่ ไอเสีย น้ำมัน น้ำหอม กลิ่นอาหาร ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง เช่น (ก่อน/ระหว่าง/หลัง) มีประจำเดือนหรือการใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิด



- การป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงจากปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดไมเกรน ถ้าผู้ป่วยยังคงมีอาการบ่อยมาก ปวดรุนแรงมากหรือรบกวนการดำลงชีวิตประจำวัน
- การรักษา ต้องเข้าใจว่าไมเกรนเป็นโรคที่ไม่หายขาด การรักษาจะช่วยทำให้ความรุนแรงลดลงและการเกิดไมเกรนห่างออกไปและไม่รบกวนชีวิตประจำวัน ในช่วงที่มีอาการปวดรุนแรงแนะนำให้พัก


หลับในที่เงียบ มืดจะดีที่สุด หากอาการปวดไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ยาที่เหมาะสมไม่ควรซื้อยาทานเองเพราะยาจะมีอาการข้างเคียงได้หลายรูปแบบ
- ยาที่ใช้แบ่งเป็น
​* ยาที่ใช้เมื่อมีอาการเฉียบพลัน ควรใช้เป็นครั้งคราวหากจำเป็นใช้ต่อเนื่องควรใช้ระยะสั้นๆ เนื่องจากบางชนิดอาจมีผลระคายเคืองกระเพาะอาหาร
* ยาใช้ในการป้องกัน ใช้ในผู้ป่วยที่ปวดต่อเนื่องมากกว่า 2-3 วันต่อสัปดาห์ ผลข้างเคียงจะต่ำกว่าและทำให้การปวดลดความถี่และความรุนแรงลง ซึ่งจำเป็นต้องปรับยากับแพทย์



   2.2 ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ เป็นโรคที่พบได้น้อยมักพบในผู้ชายอายุ 20 - 40 ปี มักปวดศีรษะซีกเดียวหรือหน้าครึ่งซีกโดยเฉพาะ

กระบอกตาลึกๆและบริเวณใกล้เคียง มีตาแดง น้ำตาไหล และคัดจมูกในด้านเดียวกัน จะไม่มีคลื่นใส้อาเจียนซึ่งมีความต่างจากไมเกรน อาการปวดมักมาเป็นชุดๆตามชื่อ (คลัสเตอร์แปลว่าเป็นกลุ่มๆ) ในช่วงที่โรคกำเริบจะเกิดอาการหลังมีการกระตุ้นจากแอลกอฮอล์ การเดินทาง การขึ้นที่สูง ได้ยากลุ่มไนเตรท อาหารที่มีไนเตรท แต่ในช่วงที่โรคสงบตัวสิ่งกระตุ้นดังกล่าวจะไม่มีผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ

3.อาการปวดศีรษะที่เกิดจากความผิดปกติในสมอง

   เป็นกลุ่มอาการที่มีความสำคัญมากที่แพทย์ต้องทำการตรวจวินิจฉัยเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม ได้แก่

- เนื้องอกในสมองชนิดต่างๆ
- การติดเชื้อเยื่อหุ้มสมอง หรือเนื้อสมอง ฝีในสมอง
- เส้นเลือดสมองแตก มีเลือดออกในสมอง
- เส้นเลือดสมองสานตัวต่อผิดปกติ หรือโป่งพอง
- พยาธิเข้าในเยื้อหุ้มสมองหรือเนื้อสมอง
​   อาการปวดศีรษะจากโรคในกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่มีอาการปวดมากขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับ จากสิ่งที่ผิดปกติมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆทำให้ความดันในช่องศีรษะที่เพิ่มขึ้น อาการปวดจะอยู่ลึกๆในศีรษะและมีอาการทางระบบประสาทปรากฎร่วม เช่น มีอาการแขนขาอ่อนแรง/ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัดกลืนสำลักหรือการได้ยินลดลงอาเจียนพุ่ง ซึม ชัก หมดสติได้



- การตรวจรักษา
แพทย์จำทำการซักประวัติโดยระเอียด ทำการตรวจร่างกายทั่วไปและทางระบบประสาท และพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควรเพื่อให้ได้ข้อมูลสนับสนุนการวินิจฉัยโรค การตรวจเพิ่มเติมมีทั้งการตรวจเลือด การตรวจเอกซเรย์ ซึ่งมีทั่งเอกซเรย์กะโหลกศีรษะแบบธรรมดาเพื่อดูโพรงไซนัสและลักษณะกระดูกหรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT SCAN) รวมทั้งการพิจารณาส่งตรวจสมองด้วยสนามแม่เหล็ก (MRI) ซึ่งจะให้ความละเอียดมากขึ้น อีกทั้งการพิจารณาฉีดสีในบางรายในกรณีที่แพทย์เห็นสมควร



       นอกจากการตรวจเอกซเรย์ การตรวจอื่นที่จำเป็น เช่น การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง ในรายที่สงสัยมีการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองหรือสงสัยว่ามีเลือดออกในช่องน้ำไขสันหลังและทำการส่งทำคลื่นสมอง (EEG) ตามความเหมาะสมตามแต่ความผิดปกติ


       ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ จึงควรพบแพทย์ปรึกษาแพทย์ทางระบบประสาท เพื่อให้ได้รับคำแนะนำและการตรวจรักษาที่เหมาะสมดังได้กล่าวมาแล้วต่อไป

โดย พญ.สิรารัตน์  โมรรัต
อายุรกรรมประสาทวิทยา
ศูนย์สมองและระบบประสาท
โทร. 0-2586 - 7888

ด้วยความปราถนาดีจาก 
คืนสมดุลย์ให้กับหลัง คืนพลังให้กับชีวิต 
Lifegear Inversion Table



Progrss Autotec Ltd.
สาขากรุงเทพฯ ประเทศไทย โทร. 082 151 9594,086 517 8595
สาขาเวียงจันทร์ สปป.ลาว โทร. 020 2939 7368
Email : work.happy@hotmail.com
LINE ID     : Oilirada
WhatsApp  : Progress
IG             : oil_pps
Fb            :  Lifegear Inversion Table , LifeGear Inversion Table Lao

ขอขอบคุณ : โรงพยาบาลนนทเวช , www.google.com

1 ความคิดเห็น:

  1. ผมมีอาการมึนหัวและชาสมองซีดขวาทั้งวัน รู้สึกเหมือนเส้นเลือดที่ขมับด้านขวาจะแตกเลย และมีรอยยุบที่ใต้ตาขวาเหมือนมีอะไรมากดไว้ตลอดเวลา

    ตอบลบ