บทที่ 2 อริยสัจ 4




ปณามพจน์
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต อนัตตะวาทิโน โคตะโม สะมะณัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต อนัตตะวาทิโน โคตะโม สะมะณัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต อนัตตะวาทิโน โคตะโม สะมะณัสสะ

ตัสสะสะมะณัสสะ พระสมณะผู้เป็นอรหันต์ผู้ประเสริฐ กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ภะคะวะโต อิสสะริยัสสะ จะ ผู้มีปัญญาล่วงลุถึงธรรมมะที่มีพระคุณทั้งหกประการ อะระหะโต กิเลส 10 ประการ ซึ่งเป็นแม่ของกิเลสจำนวน 1500 ประการนั้น ทรงใช้ พระอรหัตมรรคตัดขาดหมดสิ้นแล้ว อะนัตตะวาทิโน ทรงมีจรณะและวาทะว่าอนัตตา โคตะโม สะมะณัสสะ พระสมณโคดมพุทธเจ้า นะโม ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชาคุณ


อริยสัจ 4



ทุกขสัจ คืออะไร

     ปีฬะนัตถะโต  สังขะตัตถะโต  สันตาปัตถะโต จะ วิปะริณามัตถะโต จาปิ ทุกขัญเญวะ จะตุพพิธัง ภาสิตังฯ


     หมายความว่า ปีฬะนัตถะโต-มีความเบียดเบียน เจ็บปวด ร้อนหนาวอยู่ตลอด สังขะตัตถะโต-ปรุงแต่งอยู่เสมอมิว่างเว้น สันตาปัตถะโต-สร้างความเดือดร้อนโดยการเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่อย่างต่อเนื่อง  วิปะริณามัตถะโต-สับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงภาวะความเป็น คือ เป็นเทวดา มนุษย์ และสัตว์เดรัจฉานอยู่เนืองๆ ทุกขัญเญวะ-นี่แหล่ะเรียกว่า "ความทุกข์" จะตุพพิธัง ภาสิตัง-ท่านกล่าวไว้ว่ามี 4 ประการ



ความทุกข์มีลักษณะ 4 ประการ คือ
     1.  ความเบียดเบียน เจ็บปวด ร้อน หนาว
     2.  ความปรุงแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
     3.  ความเดือดร้อนโดยการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่อย่างต่อเนื่อง
     4.  ความสับเปลี่ยนเป็นเทวดาบ้าง มนุษย์บ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง อยู่เนืองๆ



สมุทัยสัจ คือ อะไร
     อายูหะนา นิทานา สังโยคา จะ ปะลิโพธา ทุกขะสะมุทะ-ยัสสาปิ จะตุพพิธา วะ ปะกาสิตาฯ 


     ความว่า อายูหะนา จะ-การปรุงแต่งให้ได้มาซึ่งกองแห่งทุกข์ก็ดี นิทานา จะ-การส่งมอบมาให้ซึ่งกองแห่งทุกข์นี้ก็ดี ปะลิโพธา-การหลีกเลี่ยงปิดบังมิให้เห็นมรรคผลนิพพานก็ดี ทุกขะสะมุทะยัสสาปิ-เป็นสมุทัยฐานเกิดแห่งทุกข์นั่นเอง ปะกาสิตา-ท่านประกาศไว้ จะตุพพิธา วะ-มี 4 ประการ


     ฐานเกิดหรือต้นเหตุแห่งทุกข์มีลักษณะ 4 ประการ
     1.  การปรุงแต่งให้ได้มาซึ่งกองแห่งทุกข์
     2.  การส่งมอบให้ซึ่งความทุกข์นี้
     3.  การรัดรึงผูกพันไว้แล้วส่งให้ซึ่งความทุกข์
     4.  การกีดกั้นปิดบังมิให้เห็นมรรคผลนิพพาน
    ลักษณะ 4 ประการนี้เรียกว่า "สมุทัย" เหตุแห่งทุกข์


นิโรธสัจ คืออะไร
     นิสสะระณัง วิเวกา จะ อะสังขะโต ตะถา อะมะโต ทุกขะนิโรธัสสะ จะตุพพพิธา สะมีริตาฯ


     นิสสะระณัง จะ-การสลัดออกจากวัฏสงสารก็ดี วิเวกา-การที่กิเลสดับเย็นไปก็ดี อะสังขะโต-รูปนามสงบเย็น ไม่ปรุงแต่งก็ดี ตะถา-นอกจากนี้  อะมะโต-ความไม่ตายเป็นอมตะก็ดี ทุกขะ-นิโรธัสสะ-ความดับแห่งทุกข์ จะตุพพิธา สะมีริตา-ท่านกล่าวว่า มี 4 ประการ


นิโรธ  คือการที่ทุกข์ดับไปมีลักษณะ 4 อย่าง คือ
     1.  การสลัดออกจากวัฏสงสารได้
     2.  กิเลสดับสนิท
     3.  รูปนามสงบเย็น
     4.  บรรลุถึงความเป็นอมตะ (ไม่ตาย)


มรรคสัจ คือ อะไร
     นิยยานา จะ เหตุ จะ ทัสสะนัญจะ อะธิปปเตยยะตา จะตุพพิโธ มัคโค ฯ


     นิยยานา จะ-การออกจากวัฏสงสารก็ดี เหตุ จะ-เหตุแห่งการออกจากทุกข์ก็ดี ทัสสะนัญจะ-การเห็นมรรคผลนิพพานก็ดี อะธิปปะเตยยะตา จะ-ปัญญาอันเป็นยอดแห่งธรรมทั้งปวงก็ดี ลักษณะ 4 เหล่านี้ คือมรรค


     มรรค คือวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับต้นเหตุแห่งทุกข์มีลักษณะ 4 อย่าง
     1.  วิธีแห่งการออกจากวัฏสงสาร
     2.  แห่งแห่งการออกจากทุกข์
     3.  การเห็นมรรคผลนิพพาน
     4.  ความเป็นยอดแห่งความรู้ทั้งมวล คือมรรคเป็นยอดธรรม 




อริยสัจ 4 นี้ว่าโดยรวมแล้ว ทุกขสัจมีองค์ 4  สมุทยสัจมีองค์ 4 นิโรธสัจมีองค์ 4 มัคคสัจมีองค์ 4 ดังนั้น องค์แห่งอริยสัจทั้งสิ้น จึงมี 16



ธรรมที่มีบท 4
อริยสัจ 4 ประเสริฐที่สุด

บทกล่าวคือธรรมที่ประกอบด้วยองค์ 4 มี
1. สติปัฏฐาน 4                    2. สัมมัปปธาน 4
3. อิทธิบาท 4                      4. อรูปฌาน 4
5. พรหมวิหาร 4                   6. อริยสัจ 4




     ในบรรดาธรรมที่มีองค์ 4 นี้ อริยสัจ 4 ประเสริฐที่สุด เพราะเหตุใด จึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นสรุปลงคือมีอยู่ในอริยสัจ 4 นี้ประกอบด้วย
     (1) ความทุกข์ เรียกว่า "ทุกขสัจ"
     (2) สาเหตุของความทุกข์ เรียกว่า "สมุทัย"
     (3) การที่ทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ดับไป เรียกว่า "นิโรธ"
     (4) วิธีทำให้เหตุแห่งทุกข์ดับไป เรียกว่า "มรรค"


     ธรรมคืออริยสัจ4 นี้เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วเป็นเรื่องของเหตุกับผลสองคู่เท่านั้น คือผลทุกข์กับเหตุทุกข์คู่หนึ่ง (ทุกข์และสมุทัย) ผลสุขกับเหตุสุขคู่หนึ่ง (นิโรธและมรรค)


รู้ถูกต้อง ทำถูกต้อง ได้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
สัจจญาณในทุกขสัจ คือรู้ความจริงได้แก่ การศึกษาเรียนรู้จนเข้าใจในขันธ์ 5 รวมเรียกว่า "รูปและนาม" อย่างแจ่มแจ้งว่า "รูปขันธ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าของทั้งเทวดาและมนุษย์ เป็นกองแห่งความทุกข์ ไม่มีอะไรอื่นอีกนอกจากความทุกข์" ความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง อย่างนี้นี่แหล่ะเรียกว่า "สัจจญาณ รู้ถูกต้อง" หรือญาตปริญญา 


กล่าวคือ รู้แจ่มแจ้งในขันธ์ 5 นี้ว่าอาการหนัก แข็ง หยาบ กระด้าง เบา อ่อน นิ่ม เป็นปฐวีธาตุ (ธาตุดิน)

อาการซึมซับ เอิบอาบ แตกแยก เกาะกุม เป็นอาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) 

อาการเย็น ร้อน อุ่น หนาว เป็นเตโชธาตุ (ธาตุไฟ)

อาการเจ็บ ปวด เต้น ตอด เหน็บซ่าน โยก คลอน ไหว นิ่ง เป็นวาโยธาตุ (ธาตุลม)

หากอาการใดขึ้นมาก็ใช้สัมมาทิฐิดูและสัมมาสังกัปปะพิจารณาว่าเป็นอนัตตา มิใช่ของเรา


      การกระทำอยู่อย่างนี้เรียกว่า "กิจจญาณหรือตีรณปริญญา ทำถูกต้องหรือพิจารณาถูกต้อง"


     ทุกขสัจจะ กตญาณ คือการเห็นและพิจารณาจนเข้าใจว่า "รูปนามหรือขันธ์ 5 ที่เกิดดับ เกิดดับอยู่นี้เป็นอนัตตา" เป็นกตญาณ คือรู้ว่า "ได้ทำในสิ่งอันถูกต้องแล้ว"


     สัจจญาณในสมุทัย คือความรู้อันถูกต้อง กล่าวคือการรู้ว่า "การได้มาซึ่งขันธ์ 5 นี้เป็นเพราะตัณหา คือ โลภะ มานะ และอัตตทิฐิ"

ความอยากได้ในสิ่งสมมติหรือบัญญัติทั้งหมดเรียกว่า "โลภะความเย่อหยิ่งจองหองว่า "เรามี เช่น เรามีฐานะ เรามีบริวาร เรามีสติปัญญาความรู้ความสามารถ เรามีลูก เรามีภรรยา เป็นต้น เรียกว่า "มานะ" การยึดถือว่า "มีตัวกู มีของกู" เรียกว่า "อัตตทิฐิ"

ธรรมทั้ง 4 ประการนี้เรียกว่า "สมุทยสัจจญาณ ความรู้ถึงความจริงอันเป็นสาเหตุ"


     ในขณะที่สมุทยสัจ คือ โลภะ มานะ  อัตตทิฐิเกิดขึ้นมานั้นการใช้สัมมาทิฐิเห็นสภาวะที่เป็นอนัตตา และสัมมาสังกัปปะคิดพิจารณาวางอัตตาทุกๆ ขณะจิต การเห็นและพิจารณาอย่างนี้เรียกว่า "สมุทยปหานปริญญา" หรือเรียกว่า "กิจจญาณ" ก็ได้ "มรรคญาณ" ก็ได้


     ในขณะที่สัมมาทิฐิเห็นอัตตาอยู่และสัมมาสังกัปปะ ก็พิจารณาว่า
เป็นอนัตตาอยู่นั้น มรรคญาณก็จะเกิดขึ้นมาตัดอัตตทิฐิขาดสะบั้นลงไปนั้นเรียกว่า "กตญาณ หรือ ผลญาณ"



จากหนังสือ ทางเดินสู่พระนิพพาน 
หลวงพ่อธี วิจิตตธัมโม หน้า 136-141
ภาพจากอินเตอร์เนต

สถานปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาสุญญตาวรรณ กาฬสินธุ์
161 ม.2 คุ้มโนนศรีเมือง เทศบาลตำบลกมลาไสย
อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น